บันทึกบทความไว้อ่านภายหลังเรียบร้อย

เก็บภาพ มาเล่า (ตอนที่ 1)

เผยแพร่แล้ว เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2561 - 00:23 น.
AA 64

     ผมได้แท็บแล็ตยี่ห้อหนึ่งมา  เบื้องต้นคิดว่าจะเอามาชมดูหนังภาพยนตร์ซีรี่ย์เรื่องศรีอโยธยา จากโทรทัศน์ผ่านจอแท็บแล็ต  โดยจอทีวีนั้นรับความละเอียดได้แค่ 1080P(1k) ส่วนแท็บแล็ตจอใหญ่ขนาด 8.4 นิ้วนี้ มันสามารถดูความละเอียดได้เทียบเท่าหนังในโรงภาพยนตร์ หรือ 2160p(2k) ซึ่งน่าสนใจและแบบโลกส่วนตัวในฉบับผม ไหนๆ ก็คุยเล่าไปแล้ว  ผมสามารถพูดคุยเรื่องนี้ได้ เพราะผมเคยทำงานวิจัยศึกษาเรื่อง สื่อทีวีดิจิตอล เมื่อปี 2560   จึงขอบอกว่า ผมมีความรู้เรื่องนี้ดีพอควร  ความละเอียดหนังคุณภาพดีที่สุดที่เคยมีมาในอดีตนั้น ที่เรียกว่า DVD มีความละเอียดภาพอยู่ที่ระดับ 720P   ส่วนทีวีในระดับปกติ ที่เรียกว่า SD ของทีวีดิจิตอลนั้น มีความละเอียดภาพอยู่ที่ระดับ 480P  ถ้าความละเอียดแบบพิเศษ ที่เรียกว่า HD นั้น มีความละเอียดอยู่ที่ 1080P  สำหรับการดูทีวีดิจิตอลผ่านกล่องทรู เมื่อต่อสายแบบHDMI ความละเอียดภาพ จะมีแค่ 1080i  ซึ่งถือว่ามีความละเอียดพิเศษ แต่ไม่เต็มที่มากนัก  ในโลกฉบับส่วนตัวผม ผมจะดูหนังจากเว็บไซต์ มากกว่าดูหนังจากยูทูป  เพราะมันเป็นสตรีมมิ่งที่ให้ความละเอียดสูงกว่า  โดยในการดูควรใช้คอมพิวเตอร์ประเภทโน็ตบุ้คเปิด แล้วต่อสายHDMI เชื่อมต่อออกทีวี  ภาพที่ได้จะความละเอียดสูงกว่าคือ 1080P และเสียงที่ได้ก็ดีกว่าด้วยคือ ให้เลือกแบบเสียงภาพยนตร์จากจอเครื่องรับโทรทัศน์   นอกจากนี้ มันยังมีศักยภาพ ทำเสียงเป็นแบบ 5.1 คือเสียงเหมือนโรงภาพยนตร์ได้อีกด้วย

     ในอนาคตอันใกล้นี้  รัฐบาลไทย มีโครงการจะจัดการภาคผลิตส่งโทรทัศน์แบบ 4 K   ดังนั้น จอภาพที่รองรับนั้น มีทั้ง 4 K  และมีการพัฒนาไปไกลไปถึง 8 Kแล้วในส่วนของเครื่องรับโทรทัศน์    ในส่วนตัวผมคิดว่าจอทีวีเครื่องรับระดับ 4 K ก็เพียงพอแล้ว  และอีก 4 ปีข้างหน้า (ปี พศ. 2565) ก็จะมีการจัดฟุตบอลโลกอีกครั้งหนึ่ง.  ดังนั้น ปลายปีหน้า 2562  ส่วนตัวผมหรือใคร?  คิดว่าจะมีจอทีวีเครื่องรับ 4 Kไว้   ก็คงจะไม่เสียหายอะไร..


     ที่นี้  เรามาพูดถึงการใช้แท็บแล็ต เพื่อการถ่ายภาพในเชิงสร้างสรรค์  กล้องในแท็บแล็ต จะมีพัฒนาที่สามารถถ่ายภาพที่มีความละเอียดได้สูงขึ้น  กรณีแท็บแล็ตผมนี้ กล้องหลังประมาณ 8 ล้านพิกเซล แต่ถ้าตั้งสูงเต็มที่ ข้อเสียกล้องจะถ่ายรูปได้ช้าและเปลืองพื้นที่หรือเปลืองแมมโมรี่การ์ดในการเก็บ ซึ่งจะทำให้กล้องนั้นร้อนและเสียได้เร็วด้วย   ดังนั้น ควรตั้งใช้เท่าที่จำเป็น  กรณีฝึกถ่ายภาพแบบสมัครเล่นหรือส่งเข้าประกวด มักจะอยู่ที่ระดับความละเอียด 5 ล้านพิกเซลขึ้นไป  ซึ่งเมื่อไปอัดรูปภาพขนาดจะได้ไม่ต่ำกว่ากระดาษA4 ไปสู่เกือบเท่าโปสเตอร์หรือจะนำไปสร้างเป็นปฏิทินก็ได้  เผื่อนำไปขยายภาพแล้วจะไม่แตกเบลอกระจาย คือไม่มีความชัดเจน หรือขาดความคมชัด.


    ผมได้เริ่มสนใจการถ่ายภาพ  เมื่อรู้ว่าตนเองเหมาะสมกับการถ่ายภาพวัดวาอารามหรือโบส์ถอื่นๆ ซึ่งเป็นการสื่อสารวิถีวัฒนธรรม  จึงอยากพัฒนาการถ่ายภาพในเชิงสร้างสรรค์ โดยมีคำเรียกบางอย่าง  ที่เรียกว่า "ศิลปะที่มีชีวิต"  เป็นต้น.  ลึกๆแล้ว ผมชอบไปแนวปาฎิหาริย์จากรูปธรรม ไปสู่นามธรรมที่เป็นด้านจิตวิญญาณด้วยซ้ำไป..


   การถ่ายภาพของผม  ในเบื้องต้น ที่ไม่มีหลักการหรือจุดมุ่งหมาย   ดังภาพนี้..

ภาพที่ไม่มีหลักการ ในภาพจิตนาการของผู้ถ่าย
ภาพที่ไม่มีหลักการ ในภาพจิตนาการของผู้ถ่าย

 

   การฝึกฝนระยะต่อมา  เมื่อมีประสบการณ์ ซึ่งเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง มันจึงเกิดเป็นแนวคิดที่มีจุดมุ่งหมายว่า เรามีเจตนาอยากให้เกิดเป็นภาพอย่างไร?  โดยเราต้องตั้งชื่อภาพ เพื่อจะเล่าเรื่อง ?  ซึ่งให้เก็บภาพระลึกได้หรือจิตนาการของเรานั้น ให้สะท้อนออกมาเป็นรูปธรรมให้ได้ i i i


    ดังภาพที่มีหลักการหรือจุดมุ่งหมาย   ดังภาพนี้.

ชื่อภาพที่ 1  "ยุคทอง ของศาสนาพุทธ"
ชื่อภาพที่ 1 "ยุคทอง ของศาสนาพุทธ"


ชื่อภาพที่ 2   " ความหวัง ของศาสนา "
ชื่อภาพที่ 2 " ความหวัง ของศาสนา "


ชื่อภาพที่ 3   " เส้นทาง แห่งศรัทธา "
ชื่อภาพที่ 3 " เส้นทาง แห่งศรัทธา "


ชื่อภาพที่ 4  "ฟ้า  บันดาล"
ชื่อภาพที่ 4 "ฟ้า บันดาล"


ชื่อภาพที่ 5  "พลัง จักรวาล"
ชื่อภาพที่ 5 "พลัง จักรวาล"


ชื่อภาพที่ 6  "เทพ  ประธาน"
ชื่อภาพที่ 6 "เทพ ประธาน"



     สรุปบรรยายชื่อภาพและรายละเอียดอีกครั้งคับ เกี่ยวกับภาพที่ 1  ชื่อภาพ "ยุคทอง ของศาสนาพุทธ"  ตามจินตนาการของผู้ถ่ายภาพ ขอบรรยายในรายละเอียดว่า  "ตั้งแต่ยุคปรินิพพาน มาถึงยุคพระเจ้าอโศกมหาราช(พศ.0000- พศ. 0300)  ที่ใช้สัญลักษณ์ตัวแทนพระพุทธรูป แทนศาสดาของศาสนาพุทธ  จากภาพถ่ายในรูปแรกนั้น  มีพระพุทธรูป และมีสัตตนาคราช 8 เศียร  ซึ่งผู้ถ่ายภาพคิดว่าภาพ  มันยังไม่ยิ่งใหญ่เพียงพอ   จึงกลายมาเป็นภาพ ที่ขยายองค์ประกอบของภาพออกไป  ให้มีโบสถ์วัด 2 โบสถ์  และมีพญานาค ที่ฐานบันไดทางขึ้นเพิ่มขึ้นอีก 2 องค์   จะสังเกตุ เริ่มเห็นความยิ่งใหญ่ไพศาล คือมีมิติที่แสดงรายละเอียดในภาพได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นยอดส่วนบนของโบสถ์วัด หรือพระพุทธรูป ที่มีสัตตนาคราชปกคลุมถึง 8 เศียร  ซึ่งผู้ถ่ายภาพ มีเจตนาหมายถึง "การเผยแพร่พุทธศาสนา ในช่วงยุคที่เจริญรุ่งเรือง  โดยมีลักษณะแผ่รัศมีไพศาล ขยายบารมี  ไปสู่ทวีปต่างๆในโลกนี้   อย่างไม่มีขอบเขต "     จึงเป็นที่มาของการตั้งชื่อ นี้ว่า  "ยุคทอง ของศาสนาพุทธ"   ตามจิตนาการจุดมุ่งหมาย ของผู้ถ่ายนั่นเอง.



     แนวคิดการตั้งชื่อภาพหรือการเล่าเรื่อง  จึงมีความสำคัญต่อการสร้างสรรค์งานมาก..   


     ดังนั้น  "ถ้าคิดยิ่งใหญ่หรือกว้างไกลเพียงใด งานก็จะสร้างสรรค์หรือเกิดพลังผลักดันต่อการสร้างสรรค์งาน เมื่อนั้น   ถ้าจุดมุ่งหมายของเราหรือจินตนาการภาพ มันชัดเจน" .


คัดลอก URL แล้ว

เก็บภาพ มาเล่า (ตอนที่ 1)