บันทึกบทความไว้อ่านภายหลังเรียบร้อย

มุ่งมั่น จะขี่จักรยาน ไปตามฝัน.. (ตอนที่ 1)

เผยแพร่แล้ว เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2562 - 13:20 น.
AA 21

       ผู้เขียน  ได้ทดสอบเช่าขี่จักรยาน เพื่อสุขภาพ มานานถึง 1 ปีกับอีก 4 เดือน  ในระยะหลัง พอเริ่มรู้แล้วว่า  ตัวเราชอบจักรยานประเภทไหน ?  จึงมองหาจักรยานไฮบริด มากกว่าจักรยานเสือภูเขา  เพราะขี่สบายกว่า โดยไม่ต้องออกแรงมาก   และตัวตนเรา รู้แล้วว่า   เรานั้น เหมาะสมกับจักรยานเพื่อสุขภาพ มากกว่า จักรยานเพื่อแข่งขัน   โดยในอนาคต ถ้าแข็งแกร่งพอ  อาจพัฒนาเป็นจักรยานทัวริ่ง ก็ได้.


       ช่วงปลายเดือนที่ผ่านมานี้  จึงตัดสินใจซื้อจักรยาน ชนิด 21 สปีด    ดังนั้น ในช่วง 1 สัปดาห์  จะนิยมปั่นให้คุ้นเคย และจะสนใจเรื่องราวของจักรยาน มากเป็นพิเศษ..

จักรยานเกียร์ 21 สปีด  (วงล้อ 26.0 นิ้ว)
จักรยานเกียร์ 21 สปีด (วงล้อ 26.0 นิ้ว)



       ผู้เขียน  จึงอยากคุยเฟื่องเรื่องจักรยาน กันคับ.   จักรยาน ที่ใช้ในการออกกำลังกาย  พบว่า  มี 3 ประเภท   ดังนี้คือ.

       1. จักรยานเสือหมอบ (หรือ จักรยานทางเรียบ)   ประเภทนี้ เน้นทำความเร็ว  ซึ่งมีลักษณะเส้นวงล้อจะแคบบาง และมีแฮนด์มือต่ำ  เพื่อให้ลู่ลม.  ใบจานปั่นข้างหน้า  จะมีติดกันเพียง 2 ใบฟันเฟือง

        การปั่น   ควรปั่่นในทางเรียบเท่านั้น หรือเส้นทางจักรยานสีเขียว.

       2. จักรยานเสือภูเขา   จักรยานประเภทนี้ ไม่เน้นความเร็วเท่าเสือหมอบ แต่สามารถส่งเสริมการออกกำลังกายได้ดีกว่า เพราะต้องออกแรงในการปั่นมาก  ซึ่งมีลักษณะเส้นวงล้อใหญ่หนากว่าเส้นยางจักรยานปกติ  มีแฮนด์สูงปานกลาง   ใบจานปั่นข้างหน้า  จะมีติดกันถึง 3 ใบฟันเฟือง 

        การปั่น  สามารถปั่นได้ทั้งทางถนนรถยนต์ ทางถนนคนเดิน  เนื่องจากที่วงล้อ  มีดอกยางที่ปุ่มใหญ่ และทนทาน    จึงมีความมั่นคงปลอดภัย มากกว่าเสือหมอบ เพราะจับถนนได้ดี.

       3. จักรยานไฮบริด (ผสม ระหว่างเสือหมอบกับเสือภูเขา)   จักรยานประเภทนี้ ไม่ต้องออกแรงมากเหมือนเสือหมอบ แต่ก็สามารถทำความเร็วได้พอสมควร(เร็วไม่เท่าเสือหมอบ)    เหมาะสำหรับผู้หญิง หรือผู้ที่เริ่มต้นสนใจหัดปั่นจักรยาน  เส้นวงล้อใหญ่ปานกลาง คือ ไม่ใหญ่เท่าเสือภูเขา และไม่เล็กเท่าเสือหมอบ  มีแฮนด์สูงปานกลาง   ใบจานข้างหน้า มี 3 ใบฟันเฟือง.


     จากประสบการณ์ การเช่าปั่นจักรยาน   ในระยะแรกที่ไม่คุ้นเคย จะเจอปัญหาเรื่องโซ่หลุด เนื่องจากไม่ชำนาญในการเปลี่ยนเกียร์รถจักรยาน  และเรื่องรถยางแบน   เรื่องปัญหาอื่นๆ เช่น เสียงการเสียดสีล้อหน้าของจักรยาน ที่ไม่ใส่น้ำมันหล่อลื่นหรือการปรับแต่งเกียร์โซ่ไม่ดี  เป็นต้น.

     ระยะกลาง  เมื่อมีความชำนาญในการใช้เกียร์ ซึ่งการใช้เกียร์รถจักรยาน จะคล้ายเกียร์มอเตอร์ไซค์  เช่น  เกียร์ต่ำ 3-5  ใช้วิ่งทางชัน  จะช่วยส่งกำลังปั่นได้   ถนนเนินเรียบ หรือทางโค้งปกติ ที่ไม่ใช่ทางชัน  จะใช้้เกียร์สูง 6-7  จะช่วยทำเวลาและทำระยะทางได้เร็วขึ้น    เป็นต้น..    เมื่อชำนาญเกียร์แล้ว  ปัญหาโซ่หล่น จะะหมดไป.

      นอกจากนั้น  ระหว่างโครงสร้างตัวรถจักรยานกับความสูงในช่วงขา กับความสัมพันธ์ของวงล้อ ก็เป็นสิ่งที่สำคัญมาก   เช่น  ผมมีประสบการณ์ ของตรายี่ห้อจักรยาน Trinx  เป็นจักรยานที่มีโครงสร้างตัวรถ ดีมากสำหรับผม (ช่วยแรงเหวี่ยงขาได้เต็มสวิงของช่วงขา  ที่ทำให้ปั่นสบาย ไม่เมื่อยขามาก)   เป็นต้น.


      เฟรมของจักรยาน จึงจัดว่าสำคัญเป็นลำดับแรก  เพราะมีความสัมพันธ์กับความสูงของตัวผู้ปั่น และโครงสร้างระหว่างหลัง ไหล่ และแขนของตัวผู้ปั่น ถ้าออกแบบดี จะช่วยให้ปั่นนานและปั่นทน ไม่เมื่อยหลัง ไหล่ และแขนได้  และอาจจะพัฒนาเป็นจักรยานทัวริ่ง ต่อไปได้..

       นอกจากนั้น วัสดุตัวโครงเฟรมจักรยาน  ยังมีตั้งแต่เหล็กกล้า อลูมิเนียมอัลลอย ไปจนถึงคาร์บอน  ซึ่งถ้าพัฒนาเป็นจักรยานพับโครงเฟรมชนิดคาร์บอน จะสามารถนำขึ้นเครื่อง ไปปั่นที่ต่างจังหวัดได้ดีเลยทีเดียว.


     ส่วน วงล้อ   จะช่วยเสริมสมรรถนะ ให้มีอารมณ์ขี่สนุก แบบสบาย   ดังนี้.

     - วงล้อ 26 นิ้ว    จะรู้สึกสดุด พื้นถนน  ในระดับมาก

     - วงล้อ 27.5 นิ้ว  จะรู้สึกสดุด พื้นถนน  ในระดับปานกลาง

     - วงล้อ 29.0 นิ้ว  จะรู้สึกสดุด พื้นถนน  ในระดับที่น้อยกว่า.


     ถ้าจำเป็น ต้องเลือกใช้จักรยานพับ  ที่มีวงล้อ 26 นิ้ว ควรให้มีโช้คหน้าด้วย แต่ผู้เขียน คิดว่าเรื่องสมรรถนะ  ยังสู้วงล้อ 27.5 นิ้วขึ้นไป ไม่ได้    แม้แต่จักรยานทัวริ่งประเภทข้ามประเทศ ส่วนใหญ่จะนิยม  วงล้อ 29 นิ้ว   เพราะให้ความรู้สึก ที่สบายกว่า  เมื่อปั่นนาน..  แต่นักปั่นต้องสูงมาก 170 ขึ้นไป  ซึ่งเป็นziseฝรั่ง.


      ในส่วนตัวผู้เขียนแล้ว กับประสบการณ์จักรยานเกียร์ที่สปีด 21 นั้น ยังไม่เพียงพอ กับความเร็ว    ถ้าเพิ่มสปีดที่ 24 สปีด  น่าจะช่วย เพิ่มอัตราเร็วได้ ในระดับหนึ่ง   เพื่อการฝึกซ้อมขี่จักรยาน ในระดับเบื้องต้นได้..

       ปัญหาจุกจิก เมื่อชอบปั่นจักรยานทุกวันหรือเริ่มปั่นบ่อย แลปั่นนาน  ในระยะทาง ประมาณ 26-30 กม..

        จะเริ่มมีเสียงสีเสียดล้อหน้าของจักรยาน จึงพยายามใส่น้ำมันจักรหรือน้ำมันหล่อลื่น  แต่อย่างไรก็ตาม ปัญหาเสียงนี้  ยังไม่หาย   จึงมีโอกาสในช่วงที่ไปปะยางเติมลมล้อหน้า  โดยให้ปรับแต่งที่ดุมล้อปลดเร็วและเบรคหน้า พร้อมปรับแต่งเกียร์ของโซ่ ที่ด้านหลังล้อ   ผลปรากฏว่า พอปั่นแล้ว  ให้ความรู้สึกดีมากกว่าที่คาดคิด  คือไม่ต้องออกแรงในการปั่นมาก และคล่องตัวในการปั่น  ปัญหาของเสียงได้หมดไป แม้ไม่ได้ใส่น้ำมันจักรก็ตาม   จากที่เติมน้ำมันจักรทุกวัน เป็นการเติมน้ำมันจักรที่โซ่  เป็นอาทิตย์ละครั้ง.

         ไหนๆ ได้มาเปลี่ยนยางในเติมลมล้อหน้าแล้ว  จึงขอปรับความสูงของแฮนด์ ให้สัมพันธ์กับอานนั่ง  เพราะปวดหลังเมื่อปั่นนาน   ช่างบอกปรับสูงไม่ได้ ต้องใช้อุปกรณ์ตัวต่อแฮนด์ ที่เรียกว่าซาง  จึงแก้ปัญานี้ได้



          กลับมาวิเคราะห์ปัญหาเดิมว่า ทำไมยางหน้าแบน  เพราะเรานั่นเติมยางลมหน้าแน่นจนเกินไป  ซึ่งคิดว่ามันมีโช้คหน้าอยู่แล้ว และต้องบรรจุของอีก 0.5 กิโล.



           ปัจจุบัน  ได้ปรับเปลี่ยนการเติมลมทั้งยางหน้า และยางหลังในระดับปานกลาง  เพราะการทำเช่นนี้ จะถนอมล้อหน้าไม่ต้องเปลี่ยนยางในอีก  ส่วนล้อหลังถ้าเติมยางลมหลังแน่นไป  จะรู้สึกสะดุดก้นที่อาน ไปจนถึงการรับรู้พื้นถนนรถยนต์ที่ขรุขระ แต่ถ้าเติมยางหลังปานกลาง  จะทำให้นุ่มนวลไม่เจ็บก้นที่อาน และรับรู้ถึงถนนนุ่มขึ้น แม้ถนนจะขรุขระบ้างก็ตาม..

            การแก้ปัญหาจากล้อหลัง กรณีอานขี่ไม่มีโช้คหลัง  นอกจากมีแนวทางในการปรับการเติมยางลมให้เหมาะสมแล้ว  ควรเลือกสรรหาเบาะเจลสำหรับใส่อาน ให้เหมาะสม  จะแก้ปัญหาเหล่านี้ ให้ดีขึ้นได้.

คัดลอก URL แล้ว

มุ่งมั่น จะขี่จักรยาน ไปตามฝัน.. (ตอนที่ 1)