บันทึกบทความไว้อ่านภายหลังเรียบร้อย

ประวัติศาสตร์โบราณ ที่เมืองนครพนม(ตอน 2)

เผยแพร่แล้ว เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2561 - 22:09 น.
AA 101

       จังหวัดนครพนม   ตั้งอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ห่างจากกรุงเทพฯระยะทางประมาณ 750 กิโลเมตร   เป็นเมืองชายแดนติดริมแม่น้ำโขงตรงข้ามเมืองคำม่วน  สปป.ลาว ซึ่งมีประวัติสืบทอดมาอย่างยาวนานหลายร้อยปี  เดิมเคยเป็นมหานครของอาณาจักรศรีโคตรบูรณ์ที่รุ่งเรืองในอดีต ประมาณราวต้นพุทธศตวรรษที่ 12  เคยเป็นอาณาจักรอิสระที่ไม่ขึ้นกับใคร   ต่อมาประมาณพุทธศตวรรษที่ 16  อาณาจักรศรีโคตรบูรณ์ได้เสื่อมอำนาจลง จึงตกอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรขอม  และในราวพุทธศตวรรษที่ 18 ชื่อของ "ศรีโคตรบูรณ์" ได้สืบราชสมบัติมาระยะหนึ่ง  จึงได้ย้ายเมืองมาตั้งที่ป่าไม้รวกห้วยศรีมัง ริมแม่น้ำโขงฝั่งซ้าย(คือเมืองเก่าใต้เมืองท่าแขกในปัจจุบัน)   เมื่อปี พ.ศ. 2297  พระนครานุรักษ์ผู้ครองเมืองศรีโคตรบูรณ์ เมืองมิได้ตั้งอยู่ที่ปากห้วยแล้ว  จึงได้เปลี่ยนนามเป็นเมืองใหม่ว่า "เมืองมรุกขนคร"

       เมื่อปี พ.ศ. 2330   เมืองมรุกขนคร ได้ย้ายมาตั้งทางฝั่งขวาริมแม่น้ำโขงของไทย ที่ปากห้วยบังฮวกที่บรรจบกับแม่น้ำโขง เกือบประมาณ 20 ปี ซึ่งต่อมาน้ำได้กัดเซาะตลิ่งทำให้พังลงมา  จึงได้ย้ายเมืองมาตั้งที่บ้านหนองจันทน์  โดยตั้งชื่อเมืองใหม่ว่า "นครบุรีราชธานี"

       ต่อมา ในปี พ.ศ. 2337  พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช(ร.1)  ทรงกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนนามเมืองใหม่ว่า "เมืองนครพนม"  สันนิษฐานว่าเป็นเมืองลูกหลวงมาก่อน จึงให้ใช้คำว่า "นคร"   ส่วนคำว่า "พนม"  อาจเนื่องด้วยในจังหวัดนี้มีพระธาตุพนม ซึ่งเป็นส่วนรวมจิตใจของประชาชนทั้งหลาย   หรือ อาจเนื่องจากเดิมเมืองนี้ มีอาณาเขตไกลไปถึงดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงคือประเทศลาว(บริเวณเมืองท่าแขก)  ที่มีภูเขามากมาย ไปจนถึงดินแดนของประเทศเวียดนาม จึงใช้คำว่า "พนม" ซึ่งแปลว่า "ภูเขา"    

ภาพทิวทัศน์ภูเขา  ที่ สปป.ลาว
ภาพทิวทัศน์ภูเขา ที่ สปป.ลาว


       จึงประมวล ของคำโบราณ เล่าขาน  ของเมือง นครพนม..   ไว้ว่า....

             " ศรีโคตรบูรณ์     มรุกขนคร

              นครบุรีราชธานี       นครพนม "




       สำหรับแหล่งสถานที่ท่องเที่ยว ใน จ.นครพนม มีหลายที่ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงพุทธ ซึ่งนอกจาก จะมีพระธาตุประจำวันเกิดอยู่หลายอำเภอ ใน จ.นครพนมแล้ว..

      ยังพบว่า  มีสถานที่ประวัติศาสตร์ในเมืองนครพนม ที่สำคัญ  อีกหลายแห่ง   ได้แก่

       1. วัดโอกาส (ศรีบัวบาน)

       2. วัดธาตุสำราญใต้

       3. พิพิธภัณฑ์จวนผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม (หลังเก่า)



1. วัดโอกาส (ศรีบัวบาน) 

       วัดโอกาส   เป็นวัดเก่าแก่สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยอาณาจักรศรีโคตรบูรณ์ที่กำลังเจริญรุ่งเรือง(ราวต้นพุทธศตวรรษที่ 12)  โดยมีประวัติที่เล่าขานสืบมา ถึงการสร้างวัดสร้างวา ว่า..

       จมื่นรักษาราษฎร์(เจ้าพ่อหมื่น)  ซึ่งเป็นแม่ทัพนายกองของพระเจ้าศรีโคตบูร ได้นำทหารมาตั้งค่ายระวังข้าศึกที่บ้านโพธิ์ค้ำและได้สร้างวัดขึ้น  ต่อมาเมื่อจุลศักราชได้ 1,100 ซึ่งตรงกับปี พ.ศ. 2281 ราชบุตรพรหมา(พรหมาบุตราเจ้ากู่แก้ว) เป็นเจ้าครองนครบุรีศรีโคตรบูร  ปรากฏนามว่า พระบรมราชาพรหมา  มีศรัทธาบูรณปฏิสังขรณ์วัดศรีบัวบาน ได้สร้างอุโบสถพร้อมพระประธาน ซึ่งมีขนาดหน้าตักกว้าง 46 cm. สูง 220 cm.  พุทธลักษณะปางมารวิชัยลงรักปิดทองทั่วทั้งองค์ และได้ทำการฉลองสมโภชได้ถวายสมัญญานามว่า  "หลวงพ่อพระบรมราชาพรหมา"

     นอกจากนี้   ยังได้อัญเชิญองค์พระติ้ว-พระเทียม จากวัดธาตุบ้านสำราญมาประดิษฐานไว้และได้เปลี่ยนชื่อเป็น  "วัดโอกาส"   


ประวัติความเป็นมา ของการสร้างพระติ้ว-พระเทียม

       ในสมัยอาณาจักรศรีโคตรบูรกำลังเจริญรุ่งเรือง  เจ้าผู้ครองนคร มีนามว่า "พระเจ้าศรีโคตบูรหลวง" ประสงค์ให้จัดหาพาหนะทางน้ำสำหรับพระองค์ โดยให้นายช่างพร้อมด้วยชาวบ้านกองลอและกำลังพลล้มไม้แคน(ตะเคียน) และลงมือขุดเรือที่ดงเซกาเสร็จแล้ว  จึงเตรียมการชักลากลงสู่แม่น้ำโขง ซึ่งต้องใช้ไม้หมอนวางหนุนรองท้องเรือไว้เป็นระยะๆ  ปรากฏว่าได้มีท่อนไม้ติ้วรวมปะปนอยู่ด้วย ครั้นพอวางเรือทับและลงมือชักลากไปบนไม้หมอนท่อนอื่นๆ เรือก็เลื่อนไหลไปได้โดยสะดวก  แต่ไม้หมอนท่อนไม้ติ้วไม่ยอมให้เรือเลื่อนมาทับ ครั้นนำมาเป็นไม้หมอนรองท้องเรือและลงมือชักลากครั้งใด  หมอนไม้ติ้วท่อนนั้น ก็กระเด็นออกมาถูกชาวบ้านและกำลังพลที่ชักลากเรือ  ได้รับบาดเจ็บฟกช้ำไปตามๆกัน   แต่ในที่สุด ก็สามารถชักลากเรือลงแม่น้ำโขงได้เป็นผลสำเร็จ

สร้างองค์พระติ้ว

       เมื่อความอัศจรรย์ทราบถึงพระเจ้าศรีโคตรบูรหลวง  พระองค์จึงให้นำหมอนไม้ติ้วท่อนนั้นมาแกะสลักเป็นพระพุทธรูป ปางมารวิชัย  ขนาดหน้าตักกว้าง 39 cm. สูงรวมทั้งแท่นประดิษฐาน 60 cm. และลงรักปิดทอง เมื่อ จ.ศ.147 วันอังคาร เดือน7 แรม8ค่ำ ปีกุน  ตรงกับ พ.ศ.1238 และจัดให้มีการสมโภชเป็นพระพุทธรูปคู่บ้าน เมืองนครบุรีศรีโคตรบูรหลวง  เมื่อเกิดเหตุเภทภัยที่บ้านใดเมืองใด ก็จะอัญเชิญองค์พระติ้วไปประดิษฐาน  และครั้นเหตุร้าย ภัยร้ายสงบระงับแล้ว ก็จะอัญเชิญมาประดิษฐาน ยังหอพระประจำเมืองตามเดิม.

สร้างพระเทียม

       ครั้นเมื่อถึงสมัยพระเจ้าขัตติยะวงศาบุตรามหาราชมหาฤาชัยไตรทศฤาเดชเชษฐบุรีศรีโคตบูรหลวง เป็นเจ้าผู้ครองนคร  องค์พระติ้วประดิษฐานอยู่ ณ วัดธาตุ บ้านสำราญ  ได้เกิดเหตุไฟไหม้หอพระติ้วขึ้น พระเจ้าขัตติยะวงศาฯ  ได้ทราบและด้วยเกรงว่า จะมีอุปัทวเหตุเภทภัยขึ้นในแผ่นดินของพระองค์  จึงได้สั่งให้ชาวบ้านสำราญหาไม้มาแกะสลักเป็นองค์พระแทนพระติ้ว พร้อมสั่งกำชับว่าสร้างให้เหมือนกับองค์เดิมทุกประการ  ชาวบ้านจึงสร้างด้วยไม้มงคล แล้วลงรักปิดทองและฉลองสมโภชเป็นพระคู่บ้านมิ่งเมืองแทนองค์พระติ้ว ที่เข้าใจว่าถูกไฟไหม้ไปพร้อมกับหอพระแล้ว.

       ต่อมาชาวบ้านสำราญ   ออกไปหาปลากลางแม่น้ำโขง ในขณะนั้นได้เกิดพายุหมุนขึ้นและมีคลื่นลมแรง จึงพากันเข้าไปหลบพายุพร้อมทั้งเฝ้าดูเหตุการณ์นั้นอยู่บนฝั่ง  และได้เห็นองค์พระติ้วลอยขึ้นจากแม่น้ำโขง  พอเหตุการณ์สงบลง จึงได้ออกเรือไปอัญเชิญองค์พระติ้วขึ้นมาประดิษฐานที่วัดธาตุดังเดิม และได้นำความเข้ากราบทูลพระเจ้าขัตติยะวงศาฯ ให้ทรงทราบ..


       เมื่อพระองค์ ได้ทราบพุทธาภินิหารเช่นนั้น  จึงเกิดศรัทธาเป็นอย่างยิ่งจึงสละทองคำบริสุทธิ์หนัก30บาท ให้นายชช่างตีเป็นแผ่นจังโก๋บุพระติ้วไว้ทั่วองค์พระ พร้อมจารึกอักษรบอกวันเดือนปีที่สร้างพร้อมทั้งนามผู้สร้าง และตั้งชื่อพระพุทธรูปองค์ที่สร้างขึ้นก่อนว่า "พระติ้ว"  ส่วนพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นใหม่ในภายหลังว่า "พระเทียม" และให้ประดิษฐานอยู่คู่กัน  ซึ่งชาวนครพนม ได้นำออกสรงน้ำในวันเพ็ญเดือน6 ของทุกปีตั้งแต่นั้นสืบมา.

รูปภาพวัดโอกาสศรีบัวบานในอดีต พ.ศ.2533  (ซุ้มประตูด้านทิศตะวันออก)
รูปภาพวัดโอกาสศรีบัวบานในอดีต พ.ศ.2533 (ซุ้มประตูด้านทิศตะวันออก)
ภาพวัดโอกาส ในปัจจุบัน  (ซุ้มประตูด้านทิศตะวันตก)
ภาพวัดโอกาส ในปัจจุบัน (ซุ้มประตูด้านทิศตะวันตก)



บริเวณหน้าวัดโอกาส ในปัจจุบัน
บริเวณหน้าวัดโอกาส ในปัจจุบัน


บริบทรอบวัดโอกาส ในปัจจุบัน
บริบทรอบวัดโอกาส ในปัจจุบัน
โบสถ์ด้านซ้าย(พระประธาน) โบสถ์ด้านขวา(พระติ้ว-พระเทียม)
โบสถ์ด้านซ้าย(พระประธาน) โบสถ์ด้านขวา(พระติ้ว-พระเทียม)
พระติ้ว-พระเทียม
พระติ้ว-พระเทียม







  2. วัดธาตุสำราญใต้

วัดธาตุสำราญใต้ (อดีตวัดในพื้นที่เก่าสมัยศรีโคตรบูรณ์ ที่เคยเจริญรุ่งเรือง)
วัดธาตุสำราญใต้ (อดีตวัดในพื้นที่เก่าสมัยศรีโคตรบูรณ์ ที่เคยเจริญรุ่งเรือง)
วัดธาตุสำราญใต้ บ้านสำราญ อ.เมืองนครพนม(อดีตที่สร้างและสถิตพระติ้ว-พระเทียม)
วัดธาตุสำราญใต้ บ้านสำราญ อ.เมืองนครพนม(อดีตที่สร้างและสถิตพระติ้ว-พระเทียม)






 3. พิพิธภัณฑ์จวนผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม (หลังเก่า)

       ตั้งอยู่บน ถ.สุนทรวิจิตร  อ.เมืองนครพนม   ก่อสร้างระหว่างปี พ.ศ.2455-2457 เพื่อใช้เป็นที่พักขของผู้ว่าราชการจังหวัด  ระหว่างวันที่ 12-13 พย. พศ. 2498  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์  พระบรมราชินีนาถเสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมราษฎรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ   ทางจังหวัด จึงจัดให้จวนแห่งนี้เป็นที่ประทับแรม  ลักษณะของอาคารเป็นสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกที่ได้รับอิทธิพลจากฝรั่งเศส ช่วงสงครามอินโดจีน

       กรมศิลปากร  ได้บูรณะอาคารหลังนี้ไว้อย่างสมบูรณ์สวยงาม   ต่อมาในปี 2551 ได้จัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์นิทรรศการแสดงประวัติศาตร์  เรื่องราวความเป็นมาของ จ.นครพนม ในอดีตถึงปัจจุบัน.


พิพิธภัณฑ์จวนผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม(หลังเก่า) ในอดีต  สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2457
พิพิธภัณฑ์จวนผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม(หลังเก่า) ในอดีต สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2457



พระยาพนมนครานุรักษ์ (ผู้ตั้งชื่อนามเมืองมรุกขนครและผู้เริ่มต้นสร้างอาคารจวนผู้ว่า ฯ)
พระยาพนมนครานุรักษ์ (ผู้ตั้งชื่อนามเมืองมรุกขนครและผู้เริ่มต้นสร้างอาคารจวนผู้ว่า ฯ)








แหล่งที่มา  ของข้อมูล :


สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดนครพนม(2558)  คู่มือท่องเที่ยวจังหวัดนครพนม.

สำนักงานจังหวัดนครพนม  ประวัติความเป็นมาพิพิธภัณฑ์จวนผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม(หลังเก่า).


ความคิดเห็นต่อบทความ

  • ความเห็นบน MagGang(0)

  • ความเห็นบน Facebook()

default avatar
  • sticker1
  • sticker2
  • sticker3
  • sticker4
  • sticker5
  • sticker6
  • sticker7
  • sticker8
  • sticker9
  • sticker10
  • sticker11
  • sticker12
  • sticker13
  • sticker14
  • sticker15
  • sticker16
  • sticker17
  • sticker18
  • sticker19
  • sticker20
ความเห็นล่าสุด
  •  
คัดลอก URL แล้ว

ประวัติศาสตร์โบราณ ที่เมืองนครพนม(ตอน 2)